บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Xenoblade โดยเนื้อหาสำคัญจะเล่าเกี่ยวกับความเป็นมาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่สมัย Xenogears ผ่านมาถึง Xenosaga จนถึงช่วงปัจจุบันนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับผม
-----
ณ จุดเริ่มต้น ก้าวแรกของการเดินทางอันแสนยาวไกล
ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 90 Squaresoft (ปัจจุบันคือ SQUARE ENIX) ได้เริ่มต้นโปรเจค RPG ตัวใหม่ ในขณะนั้นโปรเจคนี้ยังมีชื่อเรียกว่า "Project NOAH" โดยรวมเอาบุคลากรสำคัญของบริษัทเพื่อมาทำโปรเจคนี้
- Executive Producers : Tetsuo Mizuno, Tomoyuki Takechi, Hironobu Sakaguchi
- Producer : Hiromichi Tanaka
- Director, Scenario Writer : Tetsuya Takahashi
- Co-Scenario Writer : Soraya Saga
- Event planner, Script writer, Lyricist : Masato Kato
- Art director : Yasuyuki Honne
- Character design : Kunihiko Tanaka
- Composer : Yasunori Mitsuda
ซึ่งต่อมาในปี 1997 ได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า "Xenogears" แต่ดั้งเดิมนั้นเกมนี้ถูกวางโครงเรื่องไว้ถึง 6 ตอน (อ้างอิงจาก Xenogears Perfect Works) ในช่วงของตัวเกมจะนับเป็นบทที่ 5 (อ้างอิงจากท้ายเครดิตที่บอกว่า Xenogears เป็น Episode V) เซโนเกียร์ได้เล่าถึงอนาคตของมนุษย์ที่เดินทางออกไปสู่อวกาศอันไกลโพ้น อนาคตนับหมื่นปีข้างหน้าจากปัจจุบัน ตัวเกมเล่าเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ สงครามและการใช้กำลังทางการทหาร ความเหลื่อมล้ำของสังคม จักรกลกับสิ่งมีชีวิต จิตวิทยา ระบบศาสนา ความเชื่อเรื่องผู้สร้าง และการวนเวียนอยู่ในวัฐจักรการกลับชาติมาเกิด
Xenogears ออกวางจำหน่ายในปี 1998 ที่ญี่ปุ่นบนเครื่อง PlayStation และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทว่าในฝั่งอเมริกาและยุโรปกลับเกิดปัญหาความขัดแย้งเรื่องศาสนาในเกมที่ค่อนข้างขัดกับหลักศาสนาคริสต์ จนครั้งหนึ่ง Squaresoft ได้กล่าวว่าจะไม่นำเกมนี้ออกวางขายในแถบภูมิภาคดังกล่าว แต่ภายหลังก็มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาในเกมเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมเพียงพอที่จะวางขายในภูมิภาคที่เกิดปัญหาได้
หลังจบโปรเจค Xenogears ไม่นาน Squaresoft ก็เดินหน้าโปรเจค Chrono Cross และ Dewprism ต่อทันทีด้วยทีมงานส่วนใหญ่ชุดเดียวกับที่ทำ Xenogears แต่ภายหลังจากปัญหาภายในกับ Squaresoft หัวหอกสำคัญของทีมนี้และทีมงานส่วนหนึ่งได้พากันออกจาก Squaresoft ไป การตัดสินใจออกจาก Squaresoft ครั้งนี้ก่อให้เกิดปัญหากับโครงการในอนาคตอย่าง Chrono Break ทันที ซึ่งถูกระงับการผลิตเป็นการถาวร
หลังก่อตั้งบริษัทของตัวเองโดยได้อาศัยทุนส่วนหนึ่งของ Namco (ปัจจุบันคือ Bandai Namco Games Inc.) เป็นบริษัท MonolithSoft Inc. (MLSI) ขึ้นมา (คนละบริษัทกับ Monolith Software และ Monolith Production ของอเมริกา) โดยผลิตเกมป้อนให้กับ Namco ซึ่งกำลังต้องการ RPG ใหม่มาเสริมตลาดที่ตอนนี้มีแค่ Tales of series และเกมแรกที่ทำให้กับแนมโค นั่นคือการสร้าง "Xeno" ใหม่ตามเนื้อเรื่องเดิม โดยหยิบยกขึ้นมาเล่าใหม่ ในชื่อโปรเจค "Xenosaga"
- Executive Producer : Masaya Nakamura
- Producer : Hirohide Sugiura
- Director, Tetsuya Takahashi (Episode I), Koh Arai (Episode II,III)
- Writer : Tetsuya Takahashi (Episode I, II, Supervisor III), Norihiko Yonesaka (Episode III)
- Co-Scenario Writer : Soraya Saga (Episode I)
- Art director : Yasuyuki Honne
- Character design : Kunihiko Tanaka (Episode I), Mugitani Kouichi (Episode II,III)
- Composer : Yasunori Mitsuda (Episode I),Shinji Hosoe (Episode II), Yuki Kajiura (Episode II,III)
Xenosaga ในตอนเปิดตัวในช่วงปี 2000 นั้นก็กำหนดให้มีจำนวนตอนทั้งหมด 6 ตอน เนื่องด้วยปัญหาลิขสิทธิ์หลายอย่างกับ Squaresoft เกมนี้จึงไม่อาจบอกได้ว่าเป็นภาคก่อนหน้าของ Xenogears โดยตรง แต่มีหลายอย่างในเกมที่ดำเนินรอยตาม Xenogears มาอย่างมากมาย ทั้งในด้านตัวละคร คีย์เวิร์ด "Zohar" ไทม์ไลน์ของ Xenosaga Episode I ที่ตรงกับ Xenogears Episode I พอดี แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็แตกต่างกัน
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2002 Xenosaga ตอนแรกวางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นบนเครื่อง PlayStation2 หนึ่งปีให้หลังถัดมาก็ได้วางจำหน่ายในแถบอเมริกา ซึ่งต้องตัดส่วนที่เกิดปัญหากับทางศาสนาออกไปเช่นเดิม (ซีนไม้กางเขนที่แขวนตัวคอสมอส ฉากอัลบีโด้กับโมโม่ และซีนเลือดสาดบางจุด)
Xenosaga เล่าเรื่องหลังจากมนุษย์ได้ค้นพบ Zohar วัตถุทางวิญญาณที่ทรงอานุภาพ นับจากนั้นมนุษย์ก็ได้มีพัฒนาการก้าวกระโดดจนถึงขั้นเดินทางข้ามอวกาศเป็นระยะทางไกลได้ เป็นการเปิดศักราชใหม่ของมนุษยชาติ การไล่ล่าแย่งชิง Zohar Emulator ขององค์กรต่าง ๆ ที่เบื้องหลังแอบกุมความลับบางอย่างไว้
กระแสตอบรับของ Xenosaga Episode I ในญี่ปุ่นและทั่วโลกค่อนข้างดีมาก และได้ให้กำเนิดตัวละครที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเช่น KOS-MOS แอนดรอยสาว จึงได้มีโครงการออกภาคเสริมถึงสองเกม เพื่อดึงกระแสความนิยมให้ต่อเนื่องและเพื่อเป็นการต้อนรับ Episode II ทั้งสองเกมที่ว่านั้นคือ Xenosaga: Episode I Reloaded และ Xenosaga Freaks
Xenosaga: Episode I Reloaded เป็นภาคอินเตอร์เนชั่นแนลของ Episode I ที่ขายในญี่ปุ่น ตัวเกมจะใช้เนื้อหาของภาคที่ขายในอเมริกาเป็นหลัก นั่นคือมีการลดความรุนแรงจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นไป แต่จะมีการเพิ่มอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างชุด Archtype ของคอสมอสและชุดพิเศษของโมโม่ให้ใช้ เสียงในเกมจะพากย์อังกฤษทั้งหมด ตัวซับไตเติลจะยังเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่ และโหมดเธียร์เตอร์ซึ่งสามารถดูซีนที่ต้องการได้ (แต่ต้องปลดล็อกตามเนื้อเรื่อง) นอกจากตัวเกมแล้วยังมีแผ่น Premium Disc ซึ่งรวบรวมเทรลเลอร์ของทั้งภาค I โปรโมชั่นวิดีโอภาค II และอาร์ตเวิร์ค มาไว้ให้รับชม
Xenosaga Freaks ภาคเสริมแบบแฟนดิสก์ ประกอบด้วยมินิเกมพัซเซิล Xenopittan และแอดแวนเจอร์เกม Xenocomi มี Encyclopedia สำหรับอธิบายเนื้อหาศัพท์ในเกม และเดโมของ Episode II มาให้ลองเล่นด้วย
นอกจากนั้นยังมีอนิเมชั่น Xenosaga ฉายทางทีวีโดยอิงเนื้อเรื่องของภาคแรก แต่กระนั้น การโหมโปรโมทอย่างหนักหน่วงและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในทีม ทำให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงขึ้นกับซีรีย์นี้
ภาคต่อของ Episode I วางจำหน่ายในปี 2004 บนเครื่อง PlayStation2 จำหน่ายพร้อมกับแผ่นมูวี่เธียร์เตอร์โดยตัดเอาเฉพาะซีนเล่าเรื่องของ Episode I เพื่อให้ผู้เล่นที่เพิ่งเล่นภาคนี้ไม่สับสนกับเนื้อหาของเกม ภาคสองนี้จะเน้นที่การเล่าเรื่องอดีตของตัวละครต่าง ๆ
การปรับเปลี่ยนผู้กำกับจาก Tetsuya Takahashi เป็น Koh Arai ตัดทอนเนื้อหาเดิมที่ Soraya Saga ได้เขียนเอาไว้ (ทำให้เธอไม่พอใจเป็นอย่างมาก และลาออกจากทีมไป) มีการปรับเปลี่ยนระบบเกม คาแรคเตอร์ดีไซน์ใหม่ให้ดูสมจริงมากขึ้น แต่กลับทำให้ดูแปลกตาไป ตัวเกมเน้นทำเควสต์อย่างหนักมากกว่าเนื้อหาหลัก ทำให้ภาคนี้สั้นผิดปกติมากถ้าไม่ทำเควสต์เสริมเลย การผลัดเปลี่ยนผู้แต่งเพลงใหม่ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่า เกมนี้ยังห่างจากสิ่งที่ Xenosaga Episode I สร้างชื่อเสียงไว้อยู่มาก ส่งผลให้ยอดขายตกต่ำกว่าการประมาณการณ์ของแนมโคกว่าครึ่ง และด้วยการโหมโปรโมทอย่างหนักทำให้เกิดสภาวะขาดทุน สถานการณ์ของซีรีย์นี้เข้าขั้นน่าเป็นห่วง ภายหลัง Episode II วางจำหน่ายในอเมริกาในปี 2005 แนมโคตัดสินใจว่าจะให้จบซีรีย์นี้ในภาค Episode III
ก่อนหน้าที่จะออก Episode III แนมโคตัดสินใจให้ออก Xenosaga บน DS หนึ่งเกม นั่นคือ Xenosaga Episode I & II ซึ่งในภาคนี้จะเขียนเนื้อเรื่องบางส่วนใหม่เพื่อเสริมรอยต่อของ I กับ II และเชื่อมโยงไปถึงการมาของ Episode III การที่มีโอกาสทำเกมลง DS นี้ ทำให้มีโอกาสได้เปิดตัวทีมนี้กับนินเทนโดอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปนานจากสมัย SFC ที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของ Squaresoft อยู่นอกนั้นก็จะมีเวบไซท์พิเศษเล่าเรื่อง Missing year ช่วงหนึ่งปีที่หายไปก่อนเริ่ม Episode III
ครั้งหนึ่งแนมโคเคยบอกว่า ภาคต่อจากนี้นั้นจะขึ้นอยู่กับแรงสนับสนุนจากลูกค้า ถ้ายอดขายดี อาจเปลี่ยนใจทำต่อได้ ความหวังสุดท้าย จึงอยู่กับ Episode III
ภาคสุดท้ายต่อจาก Episode II วางจำหน่ายในปี 2006 บนเครื่อง PlayStation2 จำหน่ายพร้อมกับแผ่น Xenosaga Alle spezielle DVD รวมเทรลเลอร์และ document ในเกมทุกอย่างตั้งแต่ภาคแรกมาให้ ภาคที่ถูกวางเป็นภาคสุดท้ายของซีรีย์นี้ หลาย ๆ อย่างถูกปรับแต่งใหม่อีกครั้งตั้งแต่เนื้อเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นใหม่เพื่อให้จบอย่างสมบูรณ์ คาแรคเตอร์ดีไซน์ให้ดูใกล้เคียงภาคแรกขึ้น ระบบเกมภาคนี้ปรับให้เล่นได้ง่ายขึ้นมาก ภาคนี้อะไรหลาย ๆ อย่างมีความคล้ายคลึงกับ Xenogears มาก โดยหลัก ๆ แล้วก็จะมีหน้าตาคาแรคเตอร์ หุ่น บอส ที่เห็นแล้วรู้สึกคุ้นเคย ซับเควสต์ที่มีให้เล่นนั้นเหมาะสมกับเนื้อเรื่องในแต่ละช่วงอย่างพอเหมาะ ไม่รบกวนกับเนื้อเรื่องหลักแบบที่ภาคที่แล้วเป็น เนื้อเรื่องที่คลายปมปัญหาที่เหลือทั้งหมดแบบรวดเดียวจบเลย แต่นับว่าทำได้ดีเพราะไม่ได้บีบอัดหรือเร่งรัดจนน่าเบื่อ ทำให้ภาคนี้ได้รับการชื่นชมเทียบชั้นกับ Episode I ได้พอสมควร
ถึงกระนั้น การสูญเสียฐานลูกค้ากว่าครึ่งไปแล้วใน Episode II ทำให้ยอดขายไม่เป็นที่น่าพอใจ และถือว่าเป็นการปิดฉากไตรภาค Xenosaga แต่เพียงเท่านี้
- Xenosaga : Pied Piper
- Xenosaga Episode I / Reloaded
- Xenosaga Freaks
- Xenosaga Episode II
- Xenosaga I&II
- Xenosaga Episode III
- Xenosaga Episode IV
- Xenosaga Episode V
- Xenosaga Episode VI
- Xenosaga : Frontier
- Xenosaga : Exceed
แต่ช่วงหลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง MonolithSoft กับนินเทนโดกลับแนบแน่นเพราะมีเกมมากมายที่ทำลงให้ทั้ง Wii และ DS เช่น Soma Bringer, Disaster: Day of Crisis, Super Robot Taisen OG Saga: Endless Frontier, Dragon Ball Z: Attack of the Saiyans, Super Robot Taisen OG Saga: Endless Frontier EXCEED และมีส่วนร่วมในการผลิต Super Smash Bros. Brawl (大乱闘スマッシュブラザーズX) ด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้ Xenosaga : Frontier และ Xenosaga : Exceed จะไม่ได้วางจำหน่าย แต่เราก็ได้ SRWOGSaga : Endless Frontier และ Endless Frontier EXCEED มาแทน (ฮา)
ในปี 2007 นินเทนโดซื้อหุ้นบริษัทนี้จากบันไดแนมโคเกือบทั้งหมด ทำให้ทีมงานของบริษัทนี้เป็นเสมือนสตูดิโอส่วนหนึ่งของบริษัทนินเทนโด อีกทั้งนินเทนโดยังยกระดับให้เป็น First-party studio ทำเกมเพื่อลงให้เครื่องในสังกัดนินเทนโดเลยทีเดียว และหลังจากนั้นไม่นาน โปรเจคใหม่ของ MonolithSoft ในสังกัดนินเทนโดก็ได้เริ่มต้นขึ้น
E3 2009 นินเทนโดเปิดตัว RPG ตัวใหม่บนเครื่อง Wii ในชื่อว่า "Monado: Beginning of the World" ซึ่งประกอบด้วยภาพของการต่อสู้ระหว่างมนุษย์ผู้ถือครองดาบแสงสีแดงเข้าห้ำหั่นกับเหล่าหุ่นยนต์ เกมเพลย์ที่ดูเหมือน MMORPG ซึ่งในขณะนั้นไม่ค่อยได้เป็นที่สนใจเท่าไร อีกทั้งข่าวคราวก็เงียบหายไปกว่าครึ่งปี ในเดือนมกราคม 2010 ได้มีการเปิดเผยลิสต์เกมที่กำลังผลิตของนินเทนโดออกมาเผยแพร่ ทว่าไม่มีชื่อ "Monado" กลับกลายเป็นว่ามีชื่อเกมใหม่ "Xenoblade" เข้ามาแทนที่
ในช่วงใกล้เคียงกันนินเทนโดเปิดตัวเวบไซท์ของ Xenoblade ด้วยภาพของหุ่นยักษ์ทั้งสองกำลังประดาบกัน ตามด้วยภาพของทุ่งกว้างพร้อมกับมีดาบสีแดงปักอยู่ ทำให้เชื่อได้ว่า โปรเจค Monado นั้นคือก้าวใหม่ของซีรีย์ Xeno ผลงานใหม่ของทีม MonolithSoft ในชื่อว่า "Xenoblade"
- Producer : Shingo Kawabata
- Supervising Director / Scenario: Tetsuya Takahashi
- Director: Koh Kojima
- Co-Scenario Writer / Script : Yuichiro Takeda
- Art director : Yasuyuki Honne
- Character design : Yasuyuki Honne, Kunihiko Tanaka (Pre-order Bonus Artist)
- Composer : Yasunori Mitsuda, Yoko Shimomura, ACE+
Tetsuya Takahashi ได้วาง concept ของเรื่องไว้ที่การดำรงชีวิตอยู่ของเหล่าสิ่งมีชีวิตบนตัวของเทพเจ้าซึ่งก็คือหุ่นยักษ์ทั้งสอง การต่อสู้ของเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน การดำเนินเรื่องแบบอิสระบนทุ่งหญ้าและท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสำรวจโลกได้ตามใจชอบ จากบทสัมภาษณ์ระหว่าง Satoru Iwata CEO ของนินเทนโดและเหล่าผู้พัฒนา แสดงให้เห็นถึงโลกทัศน์ที่ Xenoblade ตั้งใจนำเสนอให้กับผู้เล่น
นับตั้งแต่เปิดตัว Monado เป็นต้นมาจนถึง Xenoblade ตัวเกมเองก็ได้มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นตามลำดับ โลกที่กว้างใหญ่ที่ Wii จะสามารถสร้างได้ การเล่นที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน เทรลเลอร์ที่ถูกส่งออกมาโปรโมทต่าง ๆ นั้นได้แนะนำส่วนสำคัญที่ผู้เล่นจะได้เรียนรู้ก่อนสัมผัสของจริง
การกลับมารวมกันอีกครั้งของเหล่าผู้เคยร่วมงานกันตั้งแต่สมัยออกจาก Squaresoft เพื่อมาร่วมกันทำเกมนี้ บวกกับทีมงานมากประสบการณ์ที่เข้ามาใหม่ และด้วยแรงสนับสนุนของนินเทนโดที่ช่วยส่งเสริมในหลาย ๆ ด้านทั้งทุนและการโปรโมท ทำให้ Xenoblade ถูกจับตามองว่าจะเป็นหัวหอกสำคัญของ Wii เลยทีเดียว
บรรณานุกรม
สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้นะครับ แต่ขอให้ใส่เครดิตกันเล็กน้อย
edit @ 9 Jun 2010 21:56:09 by Ginganum ให้ความสดชื่น 'w')b